ปลาทูสดย่าง

อีกหนึ่งสูตรอาหารลดความอ้วนที่อยากแนะนำค่ะ อาหารจานนี้เป็นปลาทูสดธรรมดานี่เอง แต่เอามาย่าง ไม่เอาไปทอด
น้ำมัน ได้คุณค่าทางโภชนาการดีมาก อาหารธรรมดาแบบ
ง่ายๆ จานนี้ปรุงง่าย สะดวกสบายมากที่สุด นอกจากจะได้
โปรตีนจากเนื้อปลาทูแล้วยังได้ของดีที่เป็นเกลือแร่และ
วิตามินจากผักที่กินร่วมด้วยอีก นับว่าเป็นอาหาฬี่เหมาะสม
และน่ากินทีเดียว ทำง่ายอย่างไรเดี๋ยวก็จะได้ทราบกัน เพื่อ
นำเอาไปหากินเองที่บ้านได้

เครื่องปรุง
ปลาทูสดตัวใหญ่ๆ ควักไส้ออกล้างสะอาด ?3 ตัว
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
หัวหอมแดงหั่นซอย ?5 หัว
พริกขี้หนูสวนหั่นซอย ?5 เ ม็ ด
น้ำตาลปี๊บ ?1 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มมะขามเปียกคั้นจากมะขามเปียก 2 ฝัก

วิธีปรุง
เอาปลาทูสดไปอย่างบนเตาถ่านด้วยไฟอ่อนๆ จนสุกทั่ว
ถึงกันดีทั้งสองด้าน เอาใฟจานที่เตรียมไว้ มาจัดการกับน้ำจิ้ม
ปลาทูสดย่างต่อไป คือ เอาน้ำส้มมะขามที่คั้นได้ประมาณ 3
ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำตาลปี๊บละลายให้ทั่ว ใส่น้ำปลา พริกขี้หนู
ซอย หอมแดงซอย คนให้เข้ากันดีลองซิมดูออกเค็มหวน
กำลังเหมาะก็ใช้ได้ หากไม่ได้รสถูกใจก็เติมอีกจนพอใจ
ปลาทูสดย่างพอเหลือง หอมดี เอามากินกับน้ำจิ้มแบบนี้ก็
อร่อยไปได้เหมือนกัน เนื้อปลาทูสดที่สดจริงๆ เอามา
ย่างอย่าบอกใครเชียว กินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วก็ได้รสชาติ
ไม่มีคำว่าผิดหวังกับสูตรอาหารลดความอ้วนสูตรนี้

ผัดเปรี้ยวหวานสับปะรด

เครื่องปรุง
เนื้อหมูไม่ติดมัน 200 กรัม
สับปะรดหั่นเป็นชิ้นกำลังดี ครึ่งหัว
พริกชี้ฟ้าแดงเขียว 2 เม็ด
เห็ดหูหนูสดหั่น 5 ดอก
กระเทียมสับ 1 หัว
รากผักชีสับ 1 ช้อนชา
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปึกหรือน้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
น้ำปลาดี ครึ่งช้อนชา
น้ำส้มสายชูกลั่น ครึ่งช้อนชา
ซ็อสถั่วเหลืองปรุงรส ครึ่งช้อนชา
ซีอิ๊วขาว ครึ่งช้อนชา
ผักชี
พริกไทย ป่น
น้ำมันพืช 1 ช้อนชา


วิธีปรุง

เอากะทะตั้งบนเตาไฟกลางๆ เอาน้ำมันพืชใส่ลงไป ใส่กระเทียมสับ เจียวจนเหลืองหอมแล้วใส่เนื้อหมูที่สับละเอียดคลุกผสมกับรากผักชี และพริกไทย ตำให้เหนียว ปั้นเป็นก้อนๆ มากลงผัด ใส่น้ำซุปลงเล็กน้อย ใส่สับปะรด
เห็ดหูหนู พริกชี้ฟ้าแดงเขียวที่หั่นเอาไว้แล้ว ตามด้วยน้ำปลา ซอสถั่วเหลืองปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำส้ม น้ำตาลปี๊บ
เอาน้ำละลายแป้งข้าวโพดใส่ลงไปเคล้า ตักใส่จาน โรยด้วยพริกไทยป่นและผักชีเด็ด
อาหารรสไม่เผ็ดจานนี้เป็นอาหารจานใหญ่ทีเดียว
ปรุงแล้ว กินได้หลายคน ไมอ้วนแต่อร่อยได้คุณค่าของสารอาหารครบถ้วนเหมือนกัน

วิธีลดความอ้วนโดยกินมื้อเช้า

ตำราบางเล่มสมัยก่อนชอบพูดว่าให้กินน้อยๆ โดยเน้นให้กินได้บ้างในมื้อกลางวัน แต่จริงๆ แล้ว มื้อเช้าเป็นมื้อที่คุณควรกินให้มากที่สุดค่ะ ถ้าคุณอยากจะลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี

อาหารเช้า เป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน นอกจากทำให้ร่างกายและสมองสดชื่นแจ่มใส ไม่ติดๆ ดับๆ ระหว่างวันแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว และช่วยลดความอ้วนด้วย เนื่องจากช่วงเช้าร่างกายดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้ดี และร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากอาหารเช้าจึงต้องเป็นอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าต่างๆ ดังนี้

- ธัญพืชไม่ขัดขาว ได้แก่ ข้าวกล้อง ถั่วต่างๆ ลูกเดือย ซึ่งจะให้คาร์โบไฮเดรตทำให้การดูดซึมน้ำตาลเป็นไปอย่างช้าๆ
- โปรตีนชั้นดีและอาหารประเภทใขมันต่า เช่น เนื้อปลา เห็ด ถั่วต่างๆ เต้าหู้
- ผักและผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น แอ๊ปเปิ้ลเขียว สัม แตงโม กล้วย หรือให้ละเอียด เมื่อร่างกายค่อยๆ ดูดซึมน้ำตาล ตับอ่อนจะทำงานน้อยลง ไม่ต้องหลั่งอินซูลินออกมาในปริมาณมากๆ บ่อยๆ ทำให้ได้รับความสดชื่นตลอดทั้งวัน ไม่หิวบ่อย ไม่อยากอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มรสหวาน

หลังจากเปลี่ยนมารับประทานมื้อเช้าน่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ดี เช่น ได้รับแรงผลักดันที่ดี ช่วยให้เรากินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไปตลอดทั้งวันและทุกวัน นอกจากนี้มื้อเช้ายังช่วยต้านโรคและอาการต่างๆได้ด้วย

- ลดอัตราเสี่ยงต่ออาการของโรคหัวใจ การรับประทานอาหารมื้อเช้าช่วยลดอัตราเสี่ยงการก่อตัวของลิ่มเลือด ทั้งยังทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง จึงช่วยไม่ให้เกิดอาการหัวใจวายและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองแตกหรืออุดตัน

- ช่วย ลดความอ้วน มือเข้าช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันและคอเลสเตอรอล มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การกินมื้อเช้าในสัดส่วนที่มากขึ้นอาจช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก และสำหรับผู้ที่กินอาหารเช้าเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณอาหารทั้งวัน มีแนวโน้มว่าจะมีสัดส่วนรูปร่างที่ดีกว่าผู้ที่รับประทานหนักในมื้ออื่นๆ

- ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นนิ้วในถุงน้ำดี เนื่องจากการทิ้งช่วงเวลาระหว่างมื้ออาหารเกิน 14 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น เป็นโอกาสให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกันเป็นก้อนนิ่ว อาหารเช้าจึงเป็นตัวช่วยลดความยาวนาน ระหว่างมื้ออาหารเย็นของวันก่อน กับอาหารเช้าของวันใหม่ไม่ให้นานเกินไป โดยอาหารเช้าจะเข้าไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมา ละลายคอเลสเตอรอลที่อยู่ในถุงน้ำดีให้เจือจาง จนไม่ทันที่จะจับตัวกันเป็นก้อนนิ่ว

- ช่วยให้มีสมาธิ สามารถทำงานให้ประสบผลสาเร็จได้ดีขึ้น

อาหารมื้อเช้ามีประโยชน์ชนาดนี้ นอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้วยังช่วยในเรื่องอื่นๆได้ด้วย มารับประทานอาหารเช้ากันนะคะ

ที่มา นิตยสารชีวจิต

อ้วนลงพุงทำสมองเสื่อม

เป็นที่ทราบกันดีว่าความอ้วนเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรคร้ายในระยะยาว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า คนอ้วนลงพุงยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ
คณะนักวิจัยของบริษัท Kaise Permanente ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพ ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลวิจัยในวารสาร Neurology ของสหรัฐอเมริกา โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ มี อายุระหว่าง 40-45 ปี จำนวน 61583 คน พบว่า ผู้มีรอบเอวใหญ่ ในวัย 40 ปีขึ้นไปมีความเพียงเป็นโรคสมองเสื่อม (dementia) เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ มากขึ้นถึง 3 เท่าตัว

นักวิจัยได้ศึกษาและติดตามกลุ่มตัวอย่างข้างต้น เป็นเวลานานจนถึงวัย 70 ปี เพื่อดูความเจ็บป่วยเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งผลที่ได้พบว่า ความอ้วนมีส่วนสัมพันธ์กับโรคสมองเสื่อม ดังต่อไปนี้
ประการแรก คือ ร้อยละ 20 ของผู้ที่มีขนาดเอวใหญ่ที่สุดมีความเสี่ยงเป็นโรค
สมองเสื่อมเมื่อเข้าสูู่วัยสูงอายุ ได้สูงกว่าคนที่มีขนาดเอวเล็กที่สุด ถึงร้อยละ 270
ถ้านำดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass lndex) มาคำนวณด้วย (โดยเอาน้ำหนัก
ตัวหน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าบีเอ็มไอตั้งแต่
18.5-25 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากค่าบีเอ็มไอ 25-30 ถือว่าน้ำหนักเกินมาตรฐาน
และถ้าเกิน 30 ถือว่าเป็นโรคอ้วน) จะพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามดัชนีมวลกาย คือ
ยิ่งอ้วนมาก ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปด้วย

ประการต่อมา คือ คนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือผู้ที่เข้าข่ายอ้วน แต่มีขนาด
เอวเล็ก มีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเมื่อเข้าวัยสูงอายุเพิ่มถึงร้อยละ 80
และเมื่อนำปัจจัยทั้ง 2 อย่างมารวมกันจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากที่สุด โดยคนที่
เข้าข่ายอ้วนและเอวใหญ่ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุพุ่ง
สูงถึงร้อยละ 360 เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่มีขนาดเอวเล็กและมีน้ำหนักตัวปกติ

อย่ารอช้าค่ะ ถ้าจะแก้โรคอ้วนต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ด้วยการงดอาหารไขมันสูง
แล้วมารับประทานอาหารชั่วจิตสูตร 2 (ข้าวหรือแจ้งไม่ขัดขาว 30% ผักต่างๆ 35% ถั่ว
ต่างๆ และปลา 25% เบ็ดเตล็ด 10%) แล้วออกกำลังกายเป็นประจำ
รับรองว่าทั้งโรคอ้วนและโรคสมองเสื่อมจะไม่ถามหาค่ะ

ข้อมูล : นิตยสารชีวจิต (อ้างอิงจาก www.bbc.co.uk อีกที)

สูตรลดน้ำหนัก ด้วยน้ำส้มสายชู

มีีบทความดีๆ อีกบทความมานำเสนอค่ะ เป็นเรื่องของน้ำส้มสายชูที่ช่วยลดความอ้วนได้ อาจฟังดูแปลก ไม่ค่อยคุ้นหูกันเท่าไหร่ ก็ต้องของบอกว่า ไม่ใช่ว่าหลังจากอ่านหัวเรื่องแล้วเพื่อนๆ จะเอาน้ำส้มสายชูในครัวที่บ้านมากินแล้วจะลดความอ้วนได้นะคะ เพราะน้ำส้มสายชูส่วนใหญ่ที่ขายในบ้านเราไม่ได้มาจากการหมักจากผลไม้ค่ะ แต่ถูกผลิตขึ้นมาจากกรรมวิธีทางเคมี ถ้าจะรับประทานน้ำส้มสายชูเพื่อสุขภาพ ควรทานที่ผลิตจากผลไม้จริงๆ ค่ะ ไม่พูดพล่ามาก เรามาอ่านผลจากการวิจัยกันเลยดีกว่า

หากคุณมีความอยากรับประทานแตงกวาดองเป็นอย่างมากแล้ว อาจเป็นเพราะ ร่างกายพยายามที่จะควบคุมน้ำตาลในเลือด และน้ำหนักตัวให้ดีขึ้น บางทีอาจจะไม่ใช่ตัวแตงกวาดองหรอก ที่ช่วยได้มากมายเช่นนั้น แต่อาจเป็นน้ำส้มสายชูที่ใช้ดองมันอยู่นั้นก็ได้

กลับไปในทศวรรษที่ 1970 แอ๊พเปิ้ลไซเดอร์ วินนิก้า (applecider vinegar) เป็นอาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักตัวที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด แต่แพทย์ และโภชนากรต่างไม่สนใจ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถอธิบาย ถึงเหตุผลว่ามันทำงานได้อย่างไร แม้ว่ามันจะใช้ได้ผลก็ตาม

แม้แต่ทุกวันนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยจำนวนเพียงเล็กน้อยพบว่า วินนิก้า อาจให้ผลดีในด้านการลดน้ำหนักตัว อาจมีศักยภาพในการช่วยให้น้ำตาลในเลือด และอินซูลินสมดุล ลดความอยากอาหารและช่วยลดน้ำหนัก
?วินนิก้า มีประวัติการใช้ที่สม่ำเสมอ ด๊อกเตอร์ แครอล เอส จอห์นสตัน ph.D. ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการเเละนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซน่า ที่เมืองเมซ่า กล่าว ?ฮิบโปเครติสเคยพูดเอาไว้มานานกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ในเมื่อบางสิ่งบางอย่างถูกใช้มานานปานนี้ ก็แสดงว่ามันต้องมีอะไรดีอยู่ในนั้นด้วย? ผลของวินนิก้าที่มีต่อน้ำตาลในเลือด
นั้นน่าจะเพียงพอแล้ว ที่จะลดความอยากอาหารและน้ำหนักเพราะการควบคุมกลูโคสและระดับ
อินซูลิน อาจไปทาให้เกิดน้ำตาลขึ้นลงในเลือดมากเกินไป แล้วไปกระตุ้นความหิวขึ้นมาได้ แต่การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้หลายครั้งพบว่า วินนิก้าให้อะไรที่มากกว่านี้สำหรับโรคเบาหวานและอาการก่อนเป็นเบาหวานเต็มขั้น

ในปี 2004 จอห์นสตันรายงานว่า การรับประทานเเอ๊พเปิ้ล ไซเดอร์ วินนิก้า ในปริมาณเล็กน้อย อาจช่วยให้การเพิ่มขึ้นของทั้งกลูโคสและอินซูลินหลังการรับประทานอาหาร ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เเนวโน้มเป็นเบาหวานลดลงด้วย จอห์นสตันและผู้ร่วมงานได้เขียนไว้ในวารสาร Diabetes cure เกี่ยวกับการศึกษาที่กระทำโดยการให้คนจำนวน 29 คน โดย
กลุ่มหนึ่งได้รับเครื่องดื่มที่มีแอ๊พเปิ้ล ไซเตอร์ วินนิก้า 20 กรัม (ราว 1 1/2ช้อนโต๊ะ) ส่วนอีกกลุ่มได้รับเครื่องดื่มที ปนยาหลอก แล้วจากนั้นอีกราว 2 นาที จึงให้ทุกคนรับประทานอาหารเช้าที่มีเบเกิลที่ทำจากแป้งขาว เนย และน้ำส้ม หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปตาห์ ก็สลับกล่มกัน โดยกล่มทึ่ได้รับวินนิก้า เปลี่ยนให้รับยาหลอก ส่วนกลุ่มที่ได้ยาหลอกก็ให้ได้รับวินนิก้า พบว่า ทุกคนที่ได้รับวินนิก้าจะมีระดับกลูโคสและอินซูลินเพิ่มขึ้นหลังรับประทานอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดลดความอยากอาหาร
เมื่อปีที่แล้ว ทีมนักวิจัยชาวสวีเดนรายงานว่าเมื่อให้ชายและหญิงที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 12 คน รับประทานขนมปังขาว (ราวสามแผ่บครึ่ง) เพียงอย่างเดียว หรือรับประทานพร้อมกับวินนิก้าขาวในปริมาณที่แตกต่างกันออกไปพบว่า ระดับการเพิ่มขึ้นทั้งกลูโคสเเละอินซูลินต่างลดลงตามสัดส่วนของวินนิก้าที่รับประทานเข้าไปด้วยที่เห็นชัดยิ่งกว่านั้น ผู้เข้าทดลองต่างมี
ความหิวน้อยลงนานมากขึ้นถึง 2 ชั่วโมงหลังรับประทานขนมปังขาวพร้อมกับวินนิก้า 2 ช้อนโต๊ะ เมื่อเทียบกับการทานขนมปังแต่เพียงอย่างเดียว

ในการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง นักวิจัยได้ทำการทดสอบผลของน้ำราดหน้าสลัดชนิด vinaigrtte (ประกอบด้วยวึนนิก้า 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันมะกอกราว 1/2 ช้อนโต๊ะ) ที่มีต่อระดับการตอบสนองของกลูโคสและอินซูลินในชาย และหญิงจำนวน 13 คน ที่ได้รับประทานมันเทศต้มที่แช่เย็นเข้าไป พบว่าน้ำสลัดทำให้การเพิ่มขึ้นของกลูโคสหลังอาหารลดลง 43% และการตอบสนองต่ออินซูลินลดลง 31%

ผลดีต่อการลดน้ำหนัก
ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ปี 2004 จอห์นสตันได้ทำการทดสอบว่าวินนิก้า ช่วยลดระดับโคสเตอรอลในชายจำนวน 22 คนได้หรือไม่ เธอได้แบ่งคนเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มๆ ให้รับประทานวินนิก้า 2 ช้อนโต๊ะ หรือไม่ก็
น้ำเเครนเบอรี่ มิใช่เป็นยาหลอก) ก่อนการรับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็น เป็นเวลาติดต่อกัน4สัปดาห์ พบว่าทั้งวินนิก้าและแครนเบอรี ต่างก็ไม่มีผลต่อระดับโคเลสเตอรอลแต่อย่างใด แต่จอห์นสตันกลับพบผลดี ที่นอกเหนือความคาดหมาย ?คนที่ได้รับวินนิก้ามีน้ำหนักตัวลดลงโดยเฉลี่ย 2 ปอนด์ ในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และบางคนลดลงได้ 4 ถึง 5 ปอนด์? เธอกล่าว ?ส่วนไนกลุ่มที่ได้รับยาหลอกยังมีน้ำหนักตัวเท่าเดิม?

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังวินนิก้า วินนิก้านั้นคือกรดน้ำส้ม หรืออะซิติคแอซิด (acetic acid) จอห์นสตัน ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นวินนิก้าในรูปแบบใดก็ตาม จะเป็นแบบขาวแอ๊พเป็้ล ไซเดอร์ หรือ balsamic ต่างก็ใช้ได้ผลเหมือนกันหมด ตราบใดที่ยังมีกรดน้ำส้มอยู่อย่างน้อย 5%

นักวิจัยผู้อื่นเคยแนะนำว่า กรดน้ำส้มอาจยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ย่อยคาร์โบไฮเดรตหลายอย่าง จอห์นสตันอธิบายว่า เมือเอนไซม์เหล่านี้ถูกขัดขวาง น้ำตาลและเเป้งก็จะไหลผ่านระบบย่อยอาหารไปเหมือนกับไฟเบอร์ที่ร่างกายย่อยไม่ได้ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองครั้งหนึ่งพบว่า กรดน้ำส้มอาจไปเพิ่มการเปลียนกลูโคสไปเป็นกลัยโคเจน ซึ่งจะถูกนำไปเก็บไว้เป็นพลังงานสำรองในกล้ามเนื้อ ?กระบวนการนี้ให้ผลคล้ายกับการทำงานของยา acarbose (เป็นยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการชะลอการดูดซึมแป้งและน้ำตาลในลำไส้เล็กลง ทำให้ระดับกลูโคสลดลง – ผู้แปล) และ metformin (ยารักษาโรคเบาหวาน โดยการลดการผลิตกลูโคสในตับลง – ผู้แปล) มีผลทำให้ระดับกลูโคสลดลง? จอห์สตันกล่าว ?แต่วินนิก้ามีราคาถูกมาก และปลอดภัย?

น้ำสลัด vinaiqreue
คุณสามารถรับประทานอาหารเสริมแอ๊พเป็้ล ไซเดอร์ วินนิก้า
หรือคุณอาจรับประทานสลัดได้ทุกวัน (แม้จะเป็นสลัดเคียงจาน
เล็กๆ ก็ตาม) พร้อมกับน้ำราดที่เป็นน้ำมันและวินนิก้า
ด๊อกเตอร์ แครอล เอส จอห์นสตัน ph.D. จากมหาวิทยาลัย
แห่งรัฐแอริโซน่าแนะนำให้าช้วินนิก้า 2/3 ส่วนและน้ำมันมะกอก
ชนิดคั้นเย็นแบบ extra virgin 1/3 ส่วน คุณอาจใส่เครื่องเทศ
โหระพาและออริกาโน่แห้งลงไปด้วยก็ได้ ?จะใช้วินนิก้าแบบไหนก็ได้?
จอห์นสตันบอกว่าตัวเธอเองตื่มน้ำสลัดที่เหลืออยู่ในชามสลัดหมดเสมอ

ที่มา : นิตยสาร อาหาร & สุขภาพ ปีที่ 19 ฉบับที่ 125

วิธีลดความอ้วนทฤษฎี(ไม่)ใหม่…ยิ่งกินเยอะ น้ำหนักยิ่งลด !!!

วิธีลดความอ้วนทฤษฎี(ไม่)ใหม่…ยิ่งกินเยอะ น้ำหนักยิ่งลด !!! เคยแปลกใจไหม?! ว่ายิ่งอยู่ไนโปรแกรมไดเอทเท่าไหร่ ก็ไม่เคยผอมได้ในระยะยาว หรือแม้น้ำหนักลดแล้วก็กลับมาถ้วนอีก บางที่เราอาจลดน้ำหนักผิดวิธี หรือรู้เรื่องโภชนาการที่ผิดๆ อยู่ก็ได้ เภสัชกรหญิง นันทวดี พิทยาพิบูลพงศ์ จาก บอดี้ ลิฟท์ อัพ ผู้มีปัญหาเรื่องความอ้วนมานาน มีคำแนะนำดีๆ ในการลดความอ้วน
อย่างถูกวิธีโดยไม่ฝืนธรรมชาติมาฝาก

ด้วยประสบการณ์ที่ลองผิดลองถูก จากการลดความอ้วนมาตั้งแต่วัยรุ่นไม่ได้ผล เภสัชกรหญิงจึงเริ่มต้นศึกษาวิธีลดความอ้วนใหม่ๆ ซึ่งวิธีง่ายๆ ที่เธอค้นพบก็คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเน้นการทานโปรตีนเป็นหลัก

“หลายคนเชื่อว่าการอดอาหารหรือการทานแต่ผักผลไม้ทำให้ผอม จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง เมื่อเราอดอาหาร โดยเฉพาะงดอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน น้ำหนักตัวที่หายไปคือน้ำหนักของกล้ามเนื้อที่เป็นโปรตีน เมื่อเราไม่ทานโปรตีนก็ไม่มีสารอาหารตรงนี้ไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอดอาหารเหมือนที่คลินิกลดความอ้วนแนะนำ น้ำหนักที่หายไป 2 กิโลกรัม คือน้ำหนักของกล้ามเนื้อเสีย 1 กิโลกรัม แต่ถ้าอดจนกระทั้งทนไม่ไหว แล้วทานไปแค่นิดเดียวน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเร็วมาก พอต้องอดอาหารอีกทีมันก็ลดได้ไม่เท่าครั้งแรกแล้ว เพราะเนื้อที่ของกล้ามเนื้อที่เผาผลาญนั้นหายไปหมดแล้ว”

เภสัชกรหญิงอ้างอิงข้อมูลจากตำรานักโภชนาการต่างประเทศหลายเล่มที่เคยทดลองกับตัวเอง แม้แต่ทฤษฎีของ ดร.แอ็ทกินส์ที่ให้ทานแต่โปรตีนล้วนๆ ไมม่ทานแป้ง แต่สิ่งที่ประสบกับทฤษฎีนี้คืออาการปวดหัวไว เพราะร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต และมีโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้กรดในกระเพาะเยอะ เส้นเลือดหดเกร็ง จนกระทั่งเกิดโรคไมเกรมในที่สุด ดังนั้น เธอ
จึงสร้าง วิธีทานอาหารในแบบฉบับของตัวเอง

“วิธีการลดความอ้วนง่ายๆ คือ อย่าอดอาหาร ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนสามารถทานอาหารได้ทุกชนิด และต้องทานให้ครบทุกมื้อ แต่ขอให้เน้นโปรตีน เพราะโปรตีนมีสารทีเรียกว่ากลูคาร์กอน ซึ่งทำหน้าที่ทำให้น้ำตาลในเลือดขับออกมาใช้เป็นกลูโคส และทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับอินซูลินที่เอาน้ำตาลในเลือดมาเป็นไขมัน ไนการทานโปรตีนทำให้เราสามารถขับของเก่าออกปด้วย แต่ถ้าเน้นคาร์โบไฮเดรตก็จะมีแต่ ไขมัน ส่วนเกิน”

หลัก โภชนาการ เกี่ยวกับอาหาร 5 หมู่ ที่เรามักได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในการลดความอ้วนคือ เน้นทานแต่ผักและผลไม้ ซึ่งมีเกลือแร่สูงนั้น จริงๆ แล้วมันสามารถลดได้แต่น้ำหนักที่หายไปนั้นทำให้ร่างกายหลวม หน้าตอบ ตัวย้วย ไม่สดชื่น เพราะไม่มีโปรตีน ไปเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อ แข็งแรง ใครที่ชอบเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาใช้ โดยทานแต่ขนมปังกับน้ำผลไม้ในตอนเช้านั้น ทำให้อ้วนกว่าเดิม เพราะกลุ่มคาร์โบไฮเดรตใช้เวลาย่อยแค่ 40 นาที ให้อยู่ในรูปของกลูโคส ซึ่งกลูโคสจะ ขึ้นสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญพลังงาื้นเองไม่ได้ จึงต้องใช้อินซูลีนจากตับอ่อนพากลูโคสเข้าสู่กล้ามเนื้อ เพื่อเผาผลาญู เป็นหลัก แต่กิจกรรมของคนเราทุกวันนี้ต่างกัน ถ้าร่างกายไม่ได้ออกกำลังกาย กลูโคสก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมอยู่ในร่างกาย อีกทั้งเมื่อ คาร์โบไฮเดรตย่อยเร็ว ร่างกายก็จะอยากทานอาหารเร็วมากขึ้น แต่ถ้าเราทานโปรตีนซึ่งใช้เวลาย่อยถึง 3 ชั่วโมง ทานควบคู่ด้วยในตอนเช้าร่างกายก็จะค่อยๆ ย่อยทำให้กลูโคสไม่สูงจนเกินไป? เภสัชกรหญิงปรับความรู้เรื่องคาร์โบไฮเดรตให้เข้าใจได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

ส่วนส้มตำที่ใครคิดว่าเป็นเมนูหลักในการลดความอ้วนนั้น กลายเป็นอาหารที่ทำให้ช่วงต้นขาใหญู่ขึ้น เพราะความเค็มในส้มตำหรืออาหารรสเค็มจะมีโซเดียม ซึ่งจะอุ้มนา้แล้วเข้าไปสู่ตับ
แล้วจะถูกเก็บไปไว้ที่ช่วงล่างทำให้เกิดอาการบวม ดังนั้น ควรเลือกทานอาหารที่ไม่้เค็มมาก

เภสัชกรหญิงแนะนำอาหารสูตรลดความอ้วนในแบบฉบับของตัวเองว่า หากใครชอบทานขนมปังกับนม ก็ควรทานไข่หรือหมูป็้งร่วมใปด้วย หรือจะเป็นโจ๊กเน้นหมูหรือเนื้อสัตว์

เธอแนะนำถึงการรับประทานไข่ว่า ไข่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ดังนั้น ควรรับประทานไข่วันละ 1-2 ฟอง สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ควรรับประทานไข่วันละฟองได้ เพราะในไข่มีคอเลสเตอรอล HDL ซึ่งดีต่อร่างกายซึ่งได้จากการออกกำลังกายและแหล่งอาหาร นอกจากนั้น การดื่มนมก็ควรเลือกดื่มแบบมีไขมันเพราะทำให้อิ่มโดยไม่ต้องพึ่งไขมันจากคุ้กกี้ หรือขนมเค้ก

มื้อเที่ยงทานก๋วยเตี๋ยว แต่ต้องสั่งพิเศษเพิ่มเนื้อ เพิ่มผัก ขอเส้นน้อยๆ หรือทานเกาเหลาพิเศษกับข้าวเปล่า 1 ถ้วย หรือหากใครที่ชอบอาหารหนักๆ ก็สามารถทานขนมจีนแกงเขียวหวานได้เลยเพราะกะทิทำให้เกิดการเผาผลาญเพิ่มขึ้นและอยู่ท้อง ทำให้อิ่มนานดังนั้น ใครที่เลือกทานแกงเขียวหวานไก่ ก็เลือกไก่เยอะๆ มะเขือเยอะๆ ขนมจีนน้อยๆสำหรับมื้อเย็น สามารถ
ทานได้เป็นปกติ แต่หากใครที่อยากให้หน้าท้องยุบควรทานโปรตีนเยอะๆ เพราะร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อในช่วงเวลานอนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อฮอร์โมนในการเจริญเติบโตหลั่ง ก็จะนำพลังงานเก่าออกมาใช้ขณะซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ยิ่งนอนมาก ร่างกายจะผอมลงมาก เพราะฮอร์โมนจะมากตาม แต่หากทานแต่ผักก่อนนอนร่างกายก็จะซ่อมแซมตัวเองได้ยาก

ส่วนอาหารที่เภสัชกรหญิงคนนี้แนะนำให้งด ในช่วงลดน้ำหนัก คือ น้ำผลไม้ต่างๆ ทั้ง 100% หรือเเบบผสม เพราะมีน้ำตาลฟรุกโตส ทำให้ได้รับกลูโคสสูง และร่างกายก็จะอยู่ในสภาพสะสมไขมัน ทางที่ดีควรทานผลไม้แเทนเพราะยังมีไฟเบอร์ที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะค่อยๆ ปล่อยกลูโคสออกมา ส่วนใครที่ชอบทานโยเกิร์ตในช่วงเช้า ควรทานไข่ดาว หรือเนื้อสัตว์คู่กันไปด้วยเพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนให้กับร่างกาย จะได้ไม่หิวเร็ว ควรงดทานคุ้กกี้เพราะมีทั้งแป้งและน้ำตาล แต่หากใครที่อดทานไม่ ได้ก็ควรทานพร้อมกับนม ส่วนใครที่ชอบทานขนมหวานหรือผลไม้ควรรับประทานหลังอาหารทันที เพราะเมื่อเลือกทานขนมหวานก็ควรลดปริมาณข้าวลง ที่สำคัญหากทานเนื้อสัตว์ก็ต้องทานควบคู่กับผักเสมอ เพราะไฟเบอร์ในผักจะช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินออกไป

เพราะร่างกายต้องการโปรตีนอยู่ตลอดเวลา และเราต้องใช้ี้ มองอยู่เสมอ เซลล์สมองต้องใช้โปรตีน ทั้งน้ำย่อยต่างๆ อย่างกลูคาร์กอนก็ต้องการโปรตีน อีกทั้ง ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็ทำ
จากโปรตีน ทุกอย่างสร้างอยู่ตลอดเวลา โปรตีนเมื่อย่อย แล้วร่างกายยังไม่ได้นำมาใช้เป็นพลังงาน แต่จะถูกเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง เมื่อคาร์โบไฮเดรตถูกย่อยเเล้วร่างกายถึงจะนำมาใช้

ดังนั้นใครที่กำลังคิดลดความอ้วนด้วยการงดอาหารบางหมู่ จึงถือว่า้ เป็นการทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่การเลือกผอมด้วยการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่า กล้าพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติในการลดความอ้วนได้หรือไม่ !?!

ที่มา : วารสารเคล็ดลับกินเพื่อสุขภาพ เคล็ดลับการกินเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

วิธีลดความอ้วน

วิธีลดความอ้วนต่อไปนี้ ทำให้คุณลดน้ำหนักได้ ชนิดที่ไม่ต้องพึ่ง ยาลดความอ้วน ที่มีภัยอย่างน่าขนหัวลุก
และไม่ต้องดั้งด้นไปเสาะหาที่ดูดไขมัน ที่ยิ่งดูด ยิ่งทรัพย์จาง แต่น้ำหนักอาจไม่เบาบางลงอย่างที่หวัง
1. ทำตัวให้คล่องแคล่วทุกเมื่อ
อย่าปล่อยเวลาให้เสียไปเปล่า ๆ หรือมัวนั่งเซ็งไม่ว่าคุณจะอยู่ที่งาน หรือที่บ้าน พยายามเคลื่อไหวตัวให้มากที่สุด จะทำให้คุณเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น


2. ไม่จำเป็นต้องเลิกของหวาน

ถ้าคุณติดรสหวานหอมของช็อกโกแลต หรือขนมไทย ๆ อย่างทองหยิบ ทองหยอด หรือฝอยทอง ก็ไม่จำเป็นถึงขั้นที่คุณต้องตัดขาด เพราะยิ่งอด ก็จะยิ่งอยาก และยิ่งควบคุมใจยาก การทานนาน ๆ ครั้ง ไม่ได้ทำให้แผนลดน้ำหนักของคุณต้องล้มเหลวลงหรอก ถ้าคุณขยันออกกำลังกายมากขึ้นในสัปดาห์นั้น
3. ดื่มน้ำเยอะ ๆ
การดื่มน้ำในช่วงตื่นนอนนอกจากทำให้คุณสดชื่น และช่วยระบายท้อง ทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขี้น ช่วยลดความอึดอัดในท้องได้ การดื่มน้ำในระหว่างวันก็ช่วยไม่ทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชาจากการรับประทานอาหารแคลอรี่ด่ำ
4. ทานอาหารมื้อเล็ก ๆ
การทานอาหารมื้อเล็ก ๆ ห้าถึงหกมื้อ โดยทอดเวลาห่างกันซักสองสามชั่วโมงจะช่วยทำให้คุณไม่รู้สึกเฉื่อยชา เมื่อต้องรับประทานอาหารแคลอรี่ต่ำ
5. ไม่ควรชั่งน้ำหนักบ่อย ๆ
การชั่งน้ำหนักตัวทุกวันทำให้คุณเกิดความเครียดและอาจท้อแท้ จนเลิกล้ม ความพยายามไปเปล่า ๆ ทางที่ดีคุณควรชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้งก็พอแล้วค่ะ
6. อย่าตุนอาหารเต็มตู้เย็น
ไปซุปเปอร์มาร์เก็ต คราวหน้า ลดปริมาณของที่ซื้อมาตุนในตู้เย็นลง เพราะยิ่งคุณมีของกินในบ้านมากขึ้น คุณก็ยิ่งกินมากขึ้น
7.ฟังเพลงเรียกเหงื่อ
การฟังเพลงที่เร้าใจ ตอนออกกำลังกาย จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
8. หันมากินข้าวกล้อง
นอกจากจะช่วยประหยัดไฟ ในการใช้สีข้าวให้ขาวจั๊ว ข้าวกล้องน่ะ ยังมีวิตามินดีๆ ทียังหลงเหลืออยู่เพียบ เมื่อเทียบกับข้าวเม็ดขาวสวย และที่สำคัญอยู่ติดท้องนานกว่า ทำให้อิ่มได้นาน
9. ตั้งใจและมุ่งมั่น
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ การลดน้ำหนักของคุณไม่ได้ผล ก็คือ ความรู้สึกท้อแท้? เมื่อเห็นน้ำหนักตัวไม่ขยับลง อย่างที่ควรจะเป็นบางทีเป็น เพราะคุณคาดหวังผลเร็วเกินไป แต่ขอให้เชื่อว่า วิธีลดน้ำหนัก อย่างต่อเนื่อง ไม่เร่งให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ แม้ได้ผลช้า แต่ไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ และยังได้ผลที่ถาวรกว่า

ที่มา นิตยสารเคล็ดลับการกิน ฉบับ.7


Copy Protected by Chetan's WP-CopyProtect.